comic fighting หนังคนละม้วนกับการเทิร์นโปร

12 11 2009
…………………………………………..
………………………………………….
ความเห็นในเอ็นทรี่นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น เหมือนเดิมกับเอ็นทรี่ที่แล้วว่าแค่
เป็นมุมมองจากนักเขียนการ์ตูนคนหนึ่ง หากไม่พอใจหรือมีข้อผิดพลาดอะไรก็อภัยให้ด้วยนะพี่
น้อง
……………………………………
cf (หมายถึงที่ย่อมาจาก comic fighting) นะครับ  เป็นการวาดการ์ตูน
ต่อสู้แบบ turn base ที่คนเล่นเยอะมากกก  แต่ผมมองว่าปัญหาของ cf คือมีข้อ
จำกัดหลายๆด้าน  ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่การฝึกฝนที่ดีมากมายอะไรสำหรับคนที่จะเทิร์นโปร
(ย้ำอีกทีว่าสำหรับคนที่จะเทิร์นโปรนะครับ) ส่วนสำหรับคนที่จะเล่นขำๆอันนั้นผมไม่นับ
เหตุผลที่ไม่ใช่การฝึกฝนที่ดีคือ ผมมองว่า cf ไม่ได้ช่วยฝึกฝนเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการ
เขียนการ์ตูนจริงมากนัก  สิ่งที่ cf มีคือการ ออกแบบตัวละคร การวาดภาพ และฉากต่างๆ
รวมไปถึงซีนแอ็คชั่นด้วย  แต่ว่าเรื่องสำคัญอย่างพล็อต หรือการดำเนินเรื่อง ที่ไม่มีอะไรหลุดไป
จากการต่อสู้ตัวต่อตัวมากนัก (แต่จะมีบางสนามเท่านั้นที่อาจจะมีอะไรแปลกๆบ้าง) ทำให้
**ไม่มีประโยชน์เท่ากับการวาดการ์ตูนเป็นเรื่องๆจริงๆ ถ้าคิดจะเทิร์นโปรล่ะก็ วาดเรื่องสั้นสัก
เรื่องดีกว่า
……………………………………..
ผมเคยคิดอยู่ว่าทำไมโดจินชิและนักเขียนที่มาสมัครเป็นมืออาชีพจริงหรือแม้กระทั่งคนที่เขียน
เรื่องสั้นจบในตอนให้อ่านกันตามเว็บมีน้อยมาก  ที่แท้ก็ไปกองอยู่ที่ cf นี่เอง ถ้าทรัพยากร
บุคคลที่ว่านี้วาดเรื่องสั้นจบในตอนกันหมด ผมคงนั่งอ่านอย่างสนุกสนานเหมือนกับที่หลายๆคน
รออ่านการ์ตูนของamata cartoon
……………………………………..
สิ่งที่ทำให้ cf ได้รับความนิยมเพราะว่ามันน่าสนุกและมีการตอบรับทันท่วงที ไม่ต้องมานั่ง
เขียนต้นฉบับเป็นเรื่องๆแล้วรอให้ใครสักคนมาวิจารณ์ อย่างเช่นผมเป็นนักเขียน A อยากวาด
การ์ตูนให้เพื่อนๆดู เลยสมัคร cf ซึ่งอย่างน้อยคนที่ดูแลสนามนั้นและคู่ต่อสู้จะต้องตอบโต้กับ
ผมด้านการ์ตูนอย่างแน่นอน รวมถึงผู้แข่งขันคนอื่นด้วย  (ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนุกนะ ) แต่
ความนิยมของมันก็ส่งผลกระทบด้วย ซึ่งผมก็แค่อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นเอง
……………………………………..
ย้ำอีกทีว่าผมไม่ได้ก้าวก่ายการเล่นของใครนะครับ เพราะผมคิดว่าหลายๆคนก็เล่นขำๆ
เป็นงานอดิเรกหลังเลิกงานหรือเลิกเรียนเท่านั้น  (เดี๋ยวจะด่า จขบ.ว่าเอ็งจะเอาอะไร
นักหนา)แต่แค่มีบางคนเข้าใจผิดว่าการเล่น cf จะทำให้เข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
(บางคนจะเอา cfของตัวเองไปเสนอสำนักพิมพ์เลยก็มี) โอเค มันเข้าใกล้ความเป็นมือ
อาชีพแน่ เพราะ cf มันก็คือการวาดการ์ตูน แล้วคุณก็ได้วาดภาพทุกวัน แต่มันสู้การวาด
เรื่องสั้นเสนอสำนักพิมพ์สักเรื่องไม่ได้เลย เพราะว่าวิธีการคิดมันเป็นคนละมิติ (สำหรับการ
เทิร์นโปร จุดเช็คพอยท์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตอนคุณเอาพอร์ตไปคุยกับ บก.นั่นแล)
……………………………………..
ผมเองก็ค่อนข้างอยากจะให้วงการนี้มันคึกคักๆในหลายๆรูปแบบหน่อยเท่านั้นแหละ ไม่
ใช่ว่าพอ บก.ถามว่า “พวกมือสมัครเล่นหายไปไหนกันหมดวะ ” แล้วผมก็ได้แต่เกาจมูก
แล้วก็บอกว่า “ไปเล่น cf กันหมดไงพี่ …”




เมื่องานโดจินชิ ไม่ใช่เรื่องชิลๆ

30 10 2009

tokyo_big_site1

บอกไว้ก่อนนะครับว่าเอ็นทรี่นี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามเท่านั้น ไม่ได้พูดในฐานะคนในวงการหรืออะไรทั้งนั้น ผมเองถึงจะเป็นนักวาดแต่ก็มีความรู้เรื่องงานการ์ตูนน้อยมาก แถมไปงานแทบนับครั้งได้  ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดอะไรก็ขออภัย
.
เอาภาพโตเกียวบิ๊กไซท์มาใส่ไว้โก้ๆงั้นแหละ ไม่มีความหมายอะไร
.
เวลาที่ไปงานโดฯ ผมนึกภาพว่าถ้าวันนี้พกตังค์ไปกระเป๋าไม่ตุงสักเท่าไหร่ คงจะได้ติดไม้ติดมือมาสักสองสามเล่ม
แต่ว่าไปๆมาๆต้องถอดใจไม่ซื้อสักเล่ม หรือไม่ก็อุดหนุนคนรู้จักแค่เล่มเดียวแก้เกี้ยว
หลายๆคนน่าจะเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง  เว้ากันซื่อๆก็จะบ่นเรื่องราคานั่นแหละ  มันแพงหูดับตับไหม้มาก
.
เรื่องของเรื่องก็เข้าใจ พอจะรู้ๆกันอยู่ว่าสาเหตุมันงอกมาจากอะไร  แล้วก็เข้าใจด้วยว่าวาดการ์ตูนมันต้องใช้เวลา เพราะงั้นไปออกงานสักงานก็ควรจะได้ค่าเหนื่อยบ้าง อย่างน้อยแค่เท่าทุนก็ยังใจชื้น
.
ตอนยุคเหล็ก(ตั้งชื่อเอาเอง)ก็คือยุคที่บูมที่สุด เป็นช่วงที่หลากหลายที่สุด มีทั้งแบบวาดเอามันส์ทั้งแบบการค้าเต็มรูปแบบ  รวมไปถึงมือโปรลงมาร่วมวงด้วยก็มี  เป็นช่วงที่หลายๆคนน่าจะยังถวิลหา แต่ไม่น่าจะคงรูปอย่างนั้นอยู่ได้นาน
.
เพราะว่าต่อมาเป็นยุคล่าอาณานิคม คนที่วาดแบบสบายๆเริ่มถอย  ส่วนราคาโดจินฯแพงขึ้นเป็นลำดับและเริ่มมีสินค้า(ที่ซ้ำๆ)เยอะขึ้น ยังไม่นับพวกที่ขายนอกรูปนอกรอยอีกต่างหาก   คนที่ทำจริงจังใส่ใจก็เริ่มเหนื่อย  ส่วนคนที่เหนื่อยก็จำเป็นที่จะต้องขายให้ได้เงิน  ทีนี้ก็เลยเป็นการค้ากันเต็มรูปแบบขึ้น  ถึงขนาดที่ว่างานหน้านี้จะผลิตคอนเทนท์อะไรไปลงดี ต้องคิดกันหนักเลยทีเดียวเชียว
.
.. ก็เลยไม่ใช่เรื่องชิลๆ
.
หลังเข้ายุคอุตสาหกรรมใหม่(ตั้งชื่อเอาเอง)มาได้สักพักซึ่งก็คือยุคนี้  หลายๆคนชักรู้สึกว่ามันเริ่มไกลจากคำว่างานโดจินฯเข้าไปทุกที  เพราะมันกลายๆจะเป็นงานสินค้าการ์ตูนไปซะยังงั้น
สังเกตตรงนี้ให้ดี ว่าหลังๆจะมีความเสี่ยงเรื่องการพิพาทค่อนข้างสูง เพราะมันมีเงินๆทองๆ และเรื่องสิทธิต่างๆในตัวสินค้ากันบ่อยขึ้นเป็นเงาตามตัว
ส่วนความถี่และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอันนี้ไอ้กระผมเองก็เดาไม่ได้
.
ไปๆมาๆ ก็ชักจะเห็นว่างานโดจินฯจะเรียกว่างานโดจินฯไม่ได้ แต่ต้องเรียกรวมๆว่างานการ์ตูน
แต่ไอ้ครั้นที่จะจัดสิ่งที่เรียกว่า [งานโดจินฯ] แท้ๆขึ้นมาเพื่อแยกตัวออกมาต่างหาก ก็คงสู้งานใหญ่ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะว่าเซอร์เคิลต่างๆมีเวลาจำกัด รวมถึงกระเป๋าคนอ่านด้วย ที่สุดท้ายแล้ว จัดงานถี่ไป คนก็ยิ่งลดลง
.
แล้วยิ่งปัจจุบัน [คอนเทนท์และเซอร์เคิล] น้อยลง  เพราะเหตุผลต่างๆนาๆ
- มือใหม่ไม่ลงสนาม นึกถึงเทิร์นโปรที่วาดงานพอได้  งานไม่สวย ไม่ช่ำชองวงการ  ลงไปก็
รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสบายๆ รู้สึกว่าทำอะไรทีก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต (นี่เป็นเหตุผลเรื่องสภาพ
แวดล้อม) ในเมื่อมีแต่พวกรุ่นใหญ่ๆไปขายกัน แถมแต่ละคนพิมพ์ฟาสท์บุ๊คอย่างหรู ตูจะไป
นั่งหน้าปุเลี่ยนๆ ขายไม่ออกสักเล่มแล้วหิ้วกลับบ้านทำไม  นั่งอยู่บ้านวาด cf ดีกว่า (เดี๋ยว
เอนทรี่หน้าจะพูดถึง cf.. แล้วเจอกัน)  แต่ก็มีอยู่บ้างที่ฝีมือไม่เวิร์ค ถ่ายเอกสารเย็บแม็กตามมีตามเกิด แต่ก็กล้าไปนั่งขายท้าทายพายุฝนเหมือนกัน
- ราคาสูง คนซื้อได้น้อยเล่มลง   ยกตัวอย่างเล่นๆ ผมพกเงินไปนอกจากค่าข้าวและค่ารถแล้ว
เหลือเงินซื้อโดจินฯได้ประมาณสองร้อย (แบบว่าจนอ่ะ) ผมเดินไปเจอโดฯเล่มละร้อยยี่สิบสองเล่ม อืม.. อยากซื้ออ่ะ แต่ว่าซื้อได้เล่มเดียว เพราะงั้นอีกเล่มนึงก็ไม่เอา  แต่ถ้าโดจินฯที่ผมเล็งไว้เล่มละหกสิบบาท ซื้อสามเล่มร้อยแปดสิบ เหลือตังค์ซื้อกล้วยแขกกลับบ้านหนึ่งถุง อืม อิ่มหนำ อย่างนี้ค่อยน่าไปหน่อย
- คนไม่ไป…  (อันนี้จะลักลั่นกับข้างบน) บูธน้อยเพราะคนไม่ไป คนไม่ไปเพราะบูธน้อย อืม  ชักมึน
- งานมีค่อนข้างถี่ ทั้งเซอร์เคิลและคนเดินก็พร้อมใจกันบอกว่าไม่พร้อม
ไอ้คนเดินน่ะยังไม่เท่าไหร่ เพราะบางทีก็แค่ไปดูคอสเพลย์ ไปเจอเพื่อน ไปดักรอโจทก์
แต่เซอร์เคิลน่ะสิวาดไม่ทันแน่ๆ  ถ้าฮึดหน่อยก็เผาตามมีตามเกิด แต่ถ้าไม่ไหวก็ไม่ไป เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้วยังมีแนวโน้มว่าต้องหิ้วกองโดจินฯที่ขายไม่ออกกลับบ้านให้เจ็บใจเล่น พอจ่ายค่าแท็กซี่เสร็จแล้วก็แหวกกระเป๋าตังค์ดูพบว่า วันนี้ตูขาดทุนไปหลายร้อยนี่หว่า เอวัง..
.
จริงๆแล้วคนที่อยู่ในวงการเค้าก็คงแก้ปัญหานี้กันอยู่กันน่าดูแล้วแหละ แต่ถ้าจะถามใจผม ผมก็คงจะตอบว่า
- เริ่มที่นโยบายของคนจัดงาน โดยเฉพาะเจ้าของงานใหญ่ๆ  ถ้ามีอะไรชัดๆเป็นกติกาแล้ว
การเกลี่ยๆให้มันเข้ารูปเข้ารอยก็ง่าย (อย่างเช่นวางกรอบว่าควรจะมีสินค้าอย่างอื่นได้กี่% หนังสือกี่%  กำหนดอัตราส่วนว่าอะไรควรมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่างานอะไรถ้าปล่อยปละละเลยในเรื่องคอนเซปต์ ผ่านไปสักพักมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ )
แต่ว่าจริงๆแล้วก็คุมกันไม่ได้ซะทีเดียวหรอก เผลอๆคนตรวจบูธทำอะไรไม่ได้ ไอ้ครั้นจะไปบังคับอะไรมันก็ชักจะดูไม่ใช่งานเสรี  แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำจริงๆนะ งานจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน
- เซอร์เคิลคุยกันเอง  …เรื่องนี้ยาก แถมท่าทางอาจจะมีมวยหลายคู่ ไอ้ครั้นจะไปตั้งสมาพันธ์อะไรขึ้นมาเคลื่อนไหวก็จะดูเวอร์ไปซะฉิบ  แต่การที่มีคนสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะ
(ผมไม่พูดเรื่องคอสเพลย์ สินค้าที่ไม่ใช่โดจินหรือแฮนด์เมด รวมทั้งปัญหาการก๊อปปี้ เพราะคงต้องแยกประเด็นออกไป ตรงนี้มีคนอื่นคุยกันไว้เยอะแล้ว ผมสโคปไปที่แค่ความรู้สึกเกี่ยวกับส่วนที่เป็นหนังสือโดจินชิเท่านั้น เพราะว่างานที่ญี่ปุ่น เรื่องหนังสือเป็นเรื่องหลัก ผมเองก็อยากเห็นแบบนั้น)
ส่วนตัวกระผมเองก็รอดูต่อว่างานการ์ตูนยุคต่อไปมันจะเป็นยังไง




[Game cm] โฆษณาเกมเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

24 10 2009

อย่างเก่า….

โฆษณาสมัยก่อนนี่ตรงไปตรงมาดี ไม่อ้อมค้อม บอกราคาเสร็จสรรพ  ฟามิคอมราคาหมื่นสี่พันกว่าเยน (น่าจะแพงเอาเรื่องสำหรับสมัยนั้น)  ต่อให้เวลาผ่านไปนานร่วมยี่สิบสามสิบปีแล้วแต่เครื่องเกมรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ราคาสูงไปกว่ารุ่นเก่ามากสักเท่าไหร่  (ps3 slim ราคา 29980 เยน)

ส่วนอันนี้เป็นโฆษณาหลากหลายรุ่นสามสิบอันดับ ผมชอบโฆษณาของเกมบอยที่มีเด็กยืนเล่นรอรถกันข้างถนนนะ บรรยากาศเจ๋งดี ทำให้รู้สึกว่าเล่นแล้วน่าจะลืมเวลากันไปเลย (แต่แบตมันก็หมดได้นะเว้ยไอ้น้อง)

King_Kong_2_-_Ikari_no_Megaton_Punch_Coverart

โปรดสังเกตที่มุมขวาบน เกมคิงคอง2 ของค่ายโคนามิ  ที่โฆษณาสรรพคุณว่าเกมนี้จุมากกว่าเกมอื่นในยุคนั้นๆ

… 2เม็ก

คนทำเกมสมัยนั้นสุดยอดจริงๆ  (สมัยก่อนจำกัดจำเขี่ยเรื่องทรัพยากรความจุกันมาก)





(youtube) ฝรั่งซ่าท้าทอร์นาโด

22 10 2009

คนถ่ายมันก็เปรี้ยวได้ใจ   ชอบตอนนาทีที่ 1.55   ถ้ามีโอกาสได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นคงได้แต่ร้องว่า i can fly

samanduzumaki1





how big is the universe

21 10 2009

เอาไว้ดูตอนก่อนนอน มืดๆแล้วปิดไฟทุกดวง นั่งมองจอคอม  แล้วจะพบว่าเหมือนได้ออกไปอวกาศจริงๆ