โปรดทราบ ย้ายรังไป facebook แล้วนะครับ

26 07 2011

เผื่อจะยังมีคนแวะเวียนเข้ามาอยู่บ้าง ตอนนี้ผมย้ายไปเฟสบุ๊คแล้ว http://www.facebook.com/pages/Midnight-Company/149033881824250 เป็นแฟนเพจชื่อ midnight-company ครับผม ส่วนด้านที่เป็นการเมืองและค่อนข้างส่วนตัว คือ panuwat wattananukul และสำหรับผู้ที่รู้ว่าผมมีทัศนคติด้านการเมืองเยอะมากและอยู่สีอะไร ถ้ารับได้ก็แอดเพจส่วนตัวได้ครับ ซึ่งผมแยกกันชัดเจนระหว่างสองเพจนี้





ห้ามกันนัก

9 07 2010





นิค นอสติทซ์ ในโซนฆ่าฟัน

16 05 2010


- แปลจาก Nick Nostitz in the killing zone, ตีพิมพ์ครั้งแรกบนเว็บไซต์ New Mandala,http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2010/05/16/nick-nostitz-in-the-killing-zone/ โดย สฤณี อาชวานันทกุล -

ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่บ้าน สงสัยว่าวันนี้ วันที่ 15 พฤษภาคม เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ฝันร้ายน่าสยดสยองเท่านั้น ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกกลัวเท่ากับวันนี้ วันนี้ผมคิดว่าผมจะตาย

ช่วงเที่ยงที่ผ่านมาผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง มีผู้ชุมนุมอยู่ประปราย อย่างมากไม่กี่ร้อยคน มีเศษชิ้นส่วนที่หลงเหลือจากการปะทะกันเมื่อคืนจำนวนมาก รถบรรทุกทหารที่ถูกเผาคันหนึ่งยังคุกรุ่น ผู้ชุมนุมขนยางรถยนต์มาสุมเป็นด่าน เอารถฉีดน้ำของเทศบาลเข้ามาคันหนึ่ง

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ชุมนุมย้ายรถฉีดน้ำไปตามถนนราชปรารภ มุ่งหน้าไปทางแนวของทหาร เพื่อใช้เป็นด่านป้องกันการยิงจากกองทัพ ผู้ชุมนุมบางคนย้ายยางรถยนต์หลายสิบอันมากองสุมเป็นด่าน คนหนึ่งชูหนังสติ๊กเล่นหน้ากล้องของพวกเราเหล่าช่างภาพ – “เห็นมั๊ย นี่ไงอาวุธที่เราใช้สู้กับทหาร”

“เห็นมั๊ย นี่ไงอาวุธที่เราใช้สู้กับทหาร”

ผู้ชุมนุมย้ายยางรถยนต์ไปตามถนนอีก ไปกองหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ใกล้กับซอยรางน้ำ ผมหาที่กำบังในปั๊มเผื่อกองทัพจะเริ่มยิง และกองทัพก็เริ่มยิงทันที บนถนนถัดจากผมไปประมาณ 5 เมตร ผู้ชุมนุมกลุ่มเล็กๆ ติดอยู่หลังกองยางรถยนต์ขณะที่กระสุนวิ่งผ่านหัว มันทำเสียงน่าสะอิดสะเอียดเวลาแล่นโดนผู้ชุมนุมที่เพิ่งพูดเล่นกับเราเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เข้าที่แขนและหน้าท้องของเขา ผู้ชุมนุมบางคนที่หลบอยู่ข้างเดียวกับเราพยายามโยนเชือกเข้าไปช่วยดึงผู้บาดเจ็บออกมา แต่ทำไม่สำเร็จ การยิงไม่เคยหยุดชะงักลงเลย ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งที่พยายามคลานหนีออกมาถูกยิงที่ขาและไหล่ ผู้ชุมนุมคนหนึ่งวิ่งมาทางเราได้สำเร็จ ผมเริ่มสูญเสียความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งข้ามมาทางเราได้ อีกคนหนึ่งถูกยิงที่แขน หลังจากนั้นอีกพักหนึ่งคนสองคนที่บาดเจ็บไม่มากวิ่งมาทางเรา คนหนึ่งล้มลงและคลานต่อไปจนถึงที่ปลอดภัย ผมเกรงว่าเขาจะถูกยิงอีกแล้ว

การยิงเริ่มต้นขึ้น

ผู้ชุมนุมทางขวาถูกยิงที่หน้าท้องและแขน

เขากลิ้งไปทางเพื่อน

ผู้ชุมนุมคนแรกที่วิ่งออกมาได้

คนที่สองที่วิ่งออกมาสำเร็จ

ผู้ชุมนุมในเสื้อสีเทาถูกยิงที่ขาและไหล่ คนชุดขาวถูกยิงที่แขน

ผู้ได้รับบาดเจ็บสองคนหลบออกมาสำเร็จ

ข้างหลังของปั๊มน้ำมันมีห้องสุขาซึ่งกลายเป็นโซนปลอดภัยชั่วคราว ผู้ชุมนุมที่มีแผลที่ไหล่และขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เขาและผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งที่ถูกยิงที่แขน พร้อมด้วยนักข่าวอีกสองสามคนปีนข้ามกำแพงออกไป ผมกลับไปที่จุดเดิมเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชุมนุมที่ยังติดอยู่หลังกองยางรถยนต์ ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งหลบไปสู่ที่ปลอดภัยได้ เขาวิ่งผ่านหน้าปั๊มน้ำมันไป

ที่สุขา แผลที่ถูกกระสุนเฉี่ยว

วิ่งหลบไปได้อย่างปลอดภัย

ผู้ชุมนุมที่ถูกยิงที่ท้องไปถึงหน้าห้องสุขา

ผมตระหนักด้วยความหวาดหวั่นว่าทหารเริ่มเคลื่อนมาทางเรา พวกเขายิงเข้ามาในปั๊ม ผมแอบอยู่ข้างหลังรถที่จอดอยู่ที่นั่น แต่รู้สึกแย่มากๆ ว่าผมอยู่ในจุดที่ผิด และผมต้องออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุด ผมวิ่งกลับไปที่ห้องสุขา ประมาณ 40 เมตรถัดไป รู้สึกว่าผมถูกไล่ยิงขณะวิ่ง ขาของผมล้าจนแทบล้มลง ความกลัวที่เปล่าเปลือยและน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ

ทันทีหลังจากนั้น ก็มีคนลากผู้ชุมนุมที่ถูกยิงที่ท้องเข้ามา ผมถ่ายรูปสองสามใบ และปีนกำแพงหนีออกไปเหมือนกัน กระโดดลงไปในสวนสวยๆ หลังบ้านแห่งหนึ่งที่ขนาบข้างด้วยบ้านไม้ขนาดเล็กสองหลัง หลังบ้านนี้มีนักข่าวและผู้ชุมนุมกลุ่มย่อยมาออกันอยู่ คนที่อยู่ในบ้านนั้นเอาน้ำออกมาให้เรา ผมเห็นว่าที่กำแพงมีคนพยายามยกตัวคนเจ็บออกมา ผมไปที่กำแพงเพื่อพยายามช่วย หลังกำแพงผมได้ยินเสียงทหารวิ่งมาทางปั๊ม คนสองคนที่ช่วยกันยกตัวคนเจ็บพ้นกำแพงวิ่งไปทางบ้าน ผมมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว กดตัวเองแนบกับพุ่มไม้หลังกำแพง ผมเห็นคนเจ็บหลบเข้าไปในทะเลสาบเทียมที่กำแพง ห่างจากผมไปประมาณ 10 เมตร

ผมได้ยินเสียงทหารตะโกนจากหลังกำแพง พวกเขาอยู่ที่ปั๊ม ผุ้ชุมนุมบางคนต้องยังอยู่ที่ห้องสุขา ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงปืนรัวติดกันหลายนัด เห็นปลอกกระสุนบินข้ามกำแพงมา ได้ยินเสียงร้องขอชีวิต เสียงตะโกน และเสียงที่เหมือนกับรองเท้าบู้ตเตะเนื้อคน ผมกลัวชนิดที่ไม่เคยกลัวมาก่อนในชีวิต ติดอยู่หลังกำแพงนั่น ผมภาวนาว่าขออย่าให้มีใครโทรฯ เข้ามือถือผมเดี๋ยวนั้นเลย ผมกลัวมากว่าทหารจะยิงข้ามกำแพงมา เพราะพวกเขาต้องรู้ว่ามีคนปีนข้ามมาทางนี้

ผมได้ยินเสียงทหารสั่งว่า ให้ออกมาไม่อย่างนั้นจะยิงตาย ตอนแรกผมนึกว่าเขาหมายถึงผม แต่แล้วผมก็เห็นหัวทหารโผล่พ้นกำแพง ตะโกนใส่คนที่อยู่ในน้ำ ผมตัดสินใจว่าผมควรจะแสดงตัว ก็เลยตะโกนออกไปว่าผมเป็นนักข่าวต่างชาติ ขอร้องว่าอย่ายิงผมเลยครับ ผมตะโกนอยู่สองสามครั้งก่อนที่ทหารจะมองเห็น ผมชูมือให้เห็นว่าว่างเปล่า เขาสั่งให้ผมเดินออกมา ผมเดินไปหาเขาและอธิบายว่าคนที่อยู่ในน้ำถูกยิงที่ท้องและแขน อาการสาหัส เขาลอยตัวอยู่ในน้ำ หน้าและท้องของเขาอยู่ปริ่มน้ำเท่านั้น

ทหารคนนั้นสั่งให้ผมดึงชายผู้นั้นขึ้นมา ทหารอีกคนหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงมา คนที่สามเฝ้าอยู่เหนือกำแพง ขณะที่ผมพยายามดึงตัวคนเจ็บออกมาจากน้ำ เขาวิงวอนด้วยเสียงอ่อนว่าเขาทนไม่ได้แล้ว ตัวของเขาหนักเกินไป ผมขอให้ทหารคนหนึ่งมาช่วยผม ได้โปรดเถอะครับ ขณะที่กระชากตัวคนเจ็บขึ้นมา ทหารก็ตะโกนว่าชายผู้นี้ควรตาย พวกทหารจะต้องพาเขาไปโรงพยาบาลเพราะเขาไม่ตาย บอกว่าเขาสมควรตาย เสร็จแล้วทหารคนนี้ก็เดินจากไป

ชายคนเจ็บหล่นลงน้ำไปอีกครั้ง ทหารคนที่สองช่วยผมดึงตัวเขาขึ้นมาขณะที่ทหารคนแรกยังตะโกนไม่หยุด ทหารคนที่สามที่กำแพงสั่งให้ผมดูแลคนเจ็บ ผมตอบว่าผมไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร เขาถูกยิงสาหัสที่หน้าท้อง ผมเลิกเสื้อชายผู้นี้ให้ดูรูกระสุนเล็กๆ ที่ท้อง ผมคุกเข่าลงกับพื้น คนเจ็บขอให้ผมชูแขนที่บาดเจ็บและพลิกตัวเขาไปอีกข้างหนึ่งเพราะเขาหายใจไม่ออกแล้ว ผมทำตามที่เขาบอกขณะที่เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

ทหารสั่งเอาเปลหามเข้ามา และสั่งไม่ให้ผมถ่ายรูป ทหารคนแรกเดินไปที่บ้าน ผมบอกเขาว่าในนั้นมีนักข่าวต่างชาติอยู่หลายคน ทหารเอาปืนจี้สั่งให้นักข่าวออกมา และสั่งให้พวกเขาหามคนเจ็บออกไปทางประตูบ้าน ไปทางปั๊มน้ำมัน ผมทรุดตัวนั่งอยู่ที่บ้าน รู้สึกใกล้จะสลบ มือสั่นทั้งสองข้าง

ผมใช้เวลานานมากกว่าจะรวบรวมสติได้ เราได้ยินเสียงหวอของรถพยาบาล และเสียงปืนที่ยิงจากทหารในปั๊มน้ำมัน คนที่อยู่ในละแวกนั้นทำกาแฟให้เราดื่ม ช่างภาพหนังสือพิมพ์แนวหน้าชื่อ เต้น ใช้มือถือติดต่อกับโลกภายนอกได้สำเร็จ ส่งข่าวว่าพวกเราติดอยู่ในนี้ – Thilo Thielke นักข่าวของ Spiegel, ทีมช่างภาพจากอินโดนีเซีย, ช่างภาพท้องถิ่นที่ทำงานให้กับ ABC News, ผม และผู้ชุมนุมบางคนที่กลายเป็นคนขับรถจำเป็นให้กับพวกเราเหล่านักข่าวต่างชาติ

ผมโทรศัพท์หาภรรยาและเพื่อนร่วมงานข้างนอก บอกพวกเขาว่าผมปลอดภัย เราได้ยินข่าวว่านักข่าวบางคนได้รับบาดเจ็บ บทสนทนาผ่านมือถือว่าจะเอาพวกเราออกไปอย่างไรนั้นกินเวลาหลายชั่วโมง เสียงปืนดังไม่หยุด มองออกไปไกลๆ ทางเวที เราได้ยินเสียงระเบิดเอ็ม 79 จากทิศสามเหลี่ยมดินแดงเราไม่ได้ยินเสียงปืนเลย ดูเหมือนว่า ศอฉ. รวมทั้งนายกฯ จะมีการประชุมเกี่ยวกับพวกเรา คนที่อยู่ละแวกนั้นทำอาหารเย็นให้เราทาน เจ้าของบ้านออกมา พูดภาษาเยอรมันคล่องมาก บอกว่าเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ที่ทำงานอยู่ห่างจากอพาร์ตเม้นท์ของคุณพ่อผมไปประมาณ 10 นาทีเดิน

หลังจากที่เราทานอาหารเย็นเสร็จ เราก็ได้รับคำแนะนำให้ออกมาทางประตูหน้า เดินผ่านปั๊มไปทางทหารที่อยู่ที่ซอยรางน้ำ เราขอให้ทหารมารับเราได้ไหมเพราะเราไม่เชื่อมั่นพอที่จะเดินออกไปในที่แจ้ง คำตอบคือถ้าทำอย่างนั้นทหารก็จะกลายเป็นเป้า ดังนั้นพวกเขาจึงมารับเราไม่ได้ เราตัดสินใจกันว่าเราต้องหาทางปีนกำแพงหลังออกไป ถึงตอนนั้นก็มืดแล้ว เราได้รับการบอกเล่าว่ามีสไนเปอร์อยู่บนตึกสูงแถวนี้ทุกตึก มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่อาจจะโจมตีทหาร และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมารับเรา

เราโทรศัพท์กันอีกหลายครั้งและปรึกษาว่าทางไหนที่จะปลอดภัย สุดท้ายเราก็ปีนบันไดข้ามกำแพง มีชายคนหนึ่งรอรับเราอยู่ เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ค่อนข้างใกล้กับจุดที่เราอยู่ จนเราต้องย้ายไปยังจุดที่ปลอดภัยกว่าที่อพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง หลังจากปรึกษากันอีกสักพัก เราก็ตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน ปีนข้ามกำแพงอีกกำแพงหนึ่ง ลงไปในซอยเล็กๆ ที่มีคนอยู่ เราถามหาทางออกที่ปลอดภัยที่สุด สุดตรอกนี้มืดมาก มืดมากจริงๆ ผุ้ชุมนุมเสื้อแดงบางคนอยู่ตรงนั้น เรามาถึงใต้สะพานลอยรถข้าม ที่สามเหลี่ยมดินแดงพอดี

ผมมองเข้าไปในซอยทางขวามือ มันเหมือนกับจ้องมองเข้าไปในหุบเหวลึก ควันและความมืดสนิทที่สะพานลอยหายเข้าไป เราเดินไปทางซ้าย ไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คนไม่กี่คนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สักพักเราก็ออกมาถึงที่ที่ไฟสว่างกว่าเดิม ชาวบ้านหลายคนอยู่นอกบ้าน เมื่อผมเดินไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิผมก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระ พระสงฆ์มากกว่า 100 รูปนั่งอยู่ที่อนุสาวรีย์ ภาวนาให้การฆ่ากันยุติ ผมนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้าน เพราะต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์ของตัวเองไว้ในซอยแห่งหนึ่งในโซนฆ่าฟัน.

นิค นอสติทซ์ (Nick Nostitz), 15 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ: ชมคลิปวีดีโอของเหตุการณ์นี้ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=SVLHnBsTl9s





ป้องกัน: (ระบาย) [ของขวัญจากก้อนดิน]

2 04 2010

เรื่องนี้มีรหัสผ่านป้องกัน เพื่อจะดูเรื่องนี้คุณต้องใส่รหัสผ่านด้านล่าง:






Madam Guillotine ”ไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กสิจ๊ะ !!”

1 03 2010

(  สาระจากวิกิพีเดียครับ  วันนี้เกิดอารมณ์อยาก”กินเค้กกก”เลยนึกถึงพระนางมารีขึ้นมา)

คำคม

เมื่อประชาชนผู้ยากไร้ตะโกนบอกพระนางมารี อองตัวเนตว่า “พวกเราหิว!!!” พระนางตอบว่า “เอาขนมบริออชให้พวกเขากินสิ จะได้เงียบกันเสียที!!!” (บริออชเป็นขนมปังถ้วยฟูของฝรั่งเศสที่มีราคาแพงกว่าขนมปังแบบพื้นๆมาก)

วันชาติฝรั่งเศส

“วันบาสตีย์”เสรีภาพแห่งการปลดปล่อย
“วันบาสตีย์”(Bastille Day) หรือที่รู้จักกันในนามของ “วันชาติฝรั่งเศส” ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฏิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุนมูลนายไปสู่การปก ครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ร่วมกันต่อต้านการปกครองแบบยุคโบ ราณจนได้รับชัยชนะครั้งแรกจากการบุกเข้าทลายคุกบาสตีย์ ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการกดขี่ประชาชนเมื่อปี ค.ศ. 1789 เป็นการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ
จากนั้นต่อมาได้มีการจัดงานฉลองแห่งชาติที่เรียกว่า “The Feast of the Federation” เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้เดินทางรวมพลกันที่ “Champs-de-mars” ในกรุงปารีส แต่หลังจาก ค.ศ.1790 การฉลองรำลึกถึงเหตุการณ์ 14 กรกฎาคม ต้องหยุดไปเพราะสถานการณ์ภายในประเทศไม่สงบ เกิดสงครามปฏิวัติขึ้นหลายครั้งในช่วง ค.ศ. 1792-1802 (พ.ศ. 2335-2343) มาสมัย “The Third Republic” รัฐบาลมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) ขึ้นมา โดยกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น “วันชาติฝรั่งเศส” อย่างเป็นทางการ และได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในปีเดียวกัน
การเฉลิมฉลองจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนกลางคืนของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้นของวันที่ 14 เมื่อระฆังตามโบสถ์วิหารต่างๆ รวมทั้งเสียงปืนดังขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่างานฉลองเริ่มต้นขึ้นแล้ว…..เริ่มจากริ้วขบวนสวนสนามของเหล่าทัพต่อหน้าผู้นำสาธารณรัฐ พอถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองกันด้วยการเต้นรำอย่างรื่นเริงสนุกสนานไปตามท้องถนนรวมทั้งมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ
สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ “การจุดพลุ-เล่นดอกไม้ไฟ” ที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความบันเทิงอื่นๆ อีกมากมายที่จัดทั่วประเทศ ทั้งการแข่งขันกีฬา การจัดนิ ทรรศการ และงานแสดงสินค้า…..การเฉลิมฉลองในวันที่ 14 กรกฎาคม เป็นการย้ำเตือนความทรงจำและความหวังแห่งเสรีภาพ และการปลดปล่อยของชนชาวฝรั่งเศส

**เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ วันชาติฝรั่งเศสเป็นวันเดียวกับวันที่ก่อตั้งพรรค”ไทยรักไทย”ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจ

คดีสร้อยพระศอ มารี อองตัวเนต
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2328 (ค.ศ. 1785) ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวในคดีสร้อยพระศอของพระนางมารี อองตัวเนต เมื่อนายโบห์แมร์เรียกร้องเงินจำนวน หนึ่งล้านห้าแสนปอนด์จากองค์ราชินี เป็นค่าสร้อยคอเพชรที่พระคาร์ดินัล เดอ โรออง เป็นผู้ว่าจ้างให้ทำขึ้นในนามของราชินี มารี อองตัวเนตยืนยันที่จะให้จับกุมพระคาร์ดินัล แล้วเรื่องก็แดงขึ้นมา องค์กษัตริย์ได้มอบหมายให้รัฐสภาจัดการเรื่องนี้ ที่ในที่สุดก็ทราบตัวการ คือคู่รักที่อ้างว่าเป็นเค้าท์และเค้าท์เตสมอธ ที่ไปหลอกลวงพระคาร์ดินัลโรอองผู้บริสุทธิ์อีกต่อหนึ่ง แม้ว่าสมเด็จพระราชินีจะไม่มีความผิดเช่นกัน แต่ก็เสียพระเกียรติเป็นอันมาก เมื่อพระนางขอให้พระมหากษัตริย์เบิกตัวพระคาร์ดินัลเดอ โนไอญ์ และให้ส่งตัวพระนางไปลี้ภัยในที่สังฆมณฑลแห่งหนึ่งของพระคาร์ดินัลนี้
มารี อองตัวเนตได้ทราบถึงชื่อเสียงที่เสื่อมเสียของพระนางในที่สุด และได้พยายามตัดลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าปรับปรุงพระตำหนักของพระนาง ซึ่งก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาวระลอกใหม่ขึ้นในพระราชวัง เมื่อพระสหายโปรดเห็นว่าพวกเขาไม่มีภาระหน้าที่อีกต่อไป พระนางทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ พระนางยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป และได้รับการขนานพระนามว่า “มาดามหนี้ท่วมหัว” และมีคนกล่าวหาพระนางว่าเป็นต้นเหตุของการต่อต้านรัฐสภาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รวมทั้งการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีหลายคนโดยไม่มีเหตุผลสมควร อันที่จริงแล้ว ในปี พ.ศ. 2331 (ค.ศ. 1788) พระนางเป็นผู้เรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปลดนายโลเมนี เดอ เบรียนน์ผู้เสื่อมความนิยม และแต่งตั้งนายชัค เนคแกร์ขึ้นแทน แต่การกระทำดังกล่าวก็สายไปที่จะกอบกู้ชื่อเสียงคืนมา
การปฏิวัติฝรั่งเศส พ.ศ. 2332
ในปี พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) สถานการณ์ขององค์ราชินีเลวร้ายลงมาก มีเสียงเล่าลือว่าคุณผู้ชาย (พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส ในอนาคต) จะยื่นเรื่องต่อสภาบุคคลชั้นสูงในปี พ.ศ. 2330 (ค.ศ. 1787) เพื่อขอพิสูจน์สายเลือดของโอรสธิดาของกษัตริย์ ข่าวลือยังอ้างด้วยว่าองค์ราชินีได้ลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองวัล-เดอ-กราซ ชานกรุงปารีส บาทหลวงซูลาวี ได้เล่าไว้ใน บันทึกประวัติศาสตร์และการเมืองในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ว่า “พระนางได้นำเอาความโชคร้ายของสาธารณะชนไปกับพระนางด้วย และทางราชสำนักก็มีชีวิตชีวาขึ้น และได้รับการฟื้นฟูขึ้นโดยทันทีทันใด จากการที่พระนางเสด็จแปรพระราชฐานเพียงอย่างเดียว”
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) ได้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ขึ้น ระหว่างพิธีมิสซาเพื่อการเปิดสภาอย่างเป็นทางการ สาธุคุณเดอ ลา ฟาร์ ผู้อยู่บนบัลลังก์สงฆ์ ได้กล่าวประนามมารี อองตัวเนตอย่างเปิดเผย ด้วยการตีแผ่การใช้ชีวิตในราชสำนักอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และยังกล่าวว่าผู้ที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตหรูหราดังกล่าวได้หลบไปหาความสำราญด้วยการ ใช้ชีวิตเลียนแบบธรรมชาติอย่างไร้เดียงสา อันเป็นคำประชดประชันแดกดันด้วยการเปรียบเปรยถึงชีวิตในพระตำหนักเปอติ ทรีอานง บ้านไร่ในพระราชวังแวร์ซายที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับพระนางมารี อองตัวเนต (ตามที่เขียนไว้ใน บันทึกเกี่ยวกับคณะสมาชิกสภา ของ อาเดรียง ดูเกสนัว)
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน มกุฏราชกุมารพระองค์น้อยได้สิ้นพระชนม์ลง ได้มีการจัดพิธีพระศพขึ้นที่วิหารน้อยซังต์-เดอนีส์เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย กิจกรรมทางการเมืองไม่อนุญาตให้เชื้อพระวงศ์ไว้ทุกข์ได้อย่างสะดวกนัก มารี อองตัวเนต ผู้ซึ่งปั่นป่วนพระทัยจากเหตุการณ์นี้ และเสียความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ในที่ประชุมสภาที่ปรึกษากษัตริย์ จึงปักใจเชื่อในแนวคิดต่อต้านการปฏิวัติ ในเดือนกรกฎาคม พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้สั่งปลดนายชาก เนกแกร์ องค์ราชินีได้เผาเอกสารต่างๆ และรวบรวมเพชรนิลจินดาของพระนาง และกราบทูลโน้มน้าวให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เสด็จออกจากพระราชวังแวร์ซายไปหลบในปราสาทที่เป็นป้อมปราการแข็งแกร่งกว่านี้ ห่างไกลจากกรุงปารีส หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) หน้งสือต่อต่านระบอบกษัตริย์ถูกแจกจ่ายไปทั่วกรุงปารีส ผู้ใกล้ชิดพระนางถูกหมายหัว และพระเศียรของมารี อองตัวเนตถูกตั้งราคาไว้ มีคนกล่าวหาพระนางว่าต้องการลอบวางระเบิดรัฐสภาและต้องการส่งทหารเข้ามาในกรุงปารีส
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวครั้งใหม่ขึ้น ขณะที่มีงานเลี้ยงพระกระยาหารโต๊ะยาวโดยเหล่าราชองครักษ์จากพระตำหนักทหารขององค์กษัตริย์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่กองทหารเรือจากฟลองเดรอที่เพิ่งกลับมาถึงกรุงปารีส ได้มีการโห่ร้องถวายพระพรแก่องค์ราชินี อีกทั้งประดับประดาสถานที่ด้วยธงชัยสีขาว และธงไตรรงค์ ประชาชนในกรุงปารีสได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับงานพระราชพิธีนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถวายช่อดอกไม้ ในขณะที่ประชาชนขาดแคลนขนมปัง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ขบวนประท้วงของเหล่าสตรีได้เดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซาย เพื่อเรียกร้องขอขนมปัง โดยกล่าวว่าพวกเขากำลังเดินทางไปหา คนทำขนมปังชาย (พระมหากษัตริย์) และคนทำขนมปังหญิง (องค์ราชินี) รวมทั้ง บุตรชายของคนทำขนมปัง (มกุฎราชกุมาร) ในเช้าวันรุ่งขึ้น ประชาชนผู้ลุกฮือติดอาวุธด้วยหอกและมีด ได้บุกเข้าไปในพระราชวัง สังหารองครักษ์เพื่อเป็นการข่มขวัญเชื้อพระวงศ์ ทำให้บรรดาเชื้อพระวงศ์จำต้องเดินทางกลับกรุงปารีสโดยมีกองทหารของมาร์กี เดอ ลา ฟาแยต และเหล่าผู้ลุกฮือตามประกบ ระหว่างทาง ได้มีผู้ข่มขู่องค์ราชินีโดยการให้ทอดพระเนตรเชือกเส้นหนึ่ง พร้อมกับกราบทูลว่าจะใช้เสาโคมในกรุงปารีสแขวนคอพระนางด้วยเชือกเส้นนี้
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม รัฐสภาแห่งชาติได้ประกาศให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย พระองค์ได้ร่วมกับพระนางมารี อองตัวเนตขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก กษัตริย์แห่งปรัสเซีย พระเจ้าชาร์ลที่ 4 แห่งสเปน และพระเจ้าโจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรีย พระเชษฐาของพระนางมารี อองตัวเนต แต่กษัตริย์แห่งเสปนได้ตอบกลับอย่างคลุมเครือ และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2333 (ค.ศ. 1790) พระเจ้าโจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรียเสด็จสวรรคต ลา ฟาแยตได้แนะนำอย่างเย็นชาให้มารี อองตัวเนตหย่ากับกษัตริย์ ยังมีบางกระแสได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่าจะดำเนินคดีกับพระนางเรื่องมีชายชู้ และจับได้ว่าพระนางลอบเป็นชู้กับท่านเคานท์ ฮาน แอกเซล เดอ แฟร์ซอง
ราวปลายปี พ.ศ. 2333 บารอน เดอ เบรอเตย ได้เสนอแผนการหลบหนี ด้วยการหนีออกจาพระราชวังตุยเลอรี และเข้ายึดป้อมปราการที่เมืองมงต์เมดี ให้กับชายแดน องค์ราชินีต้องอยู่ตามลำพังพระองค์เองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเดือนตุลาคม ปีพ.ศ. 2333 แมร์ซี-อาร์จองโต ได้ออกจากฝรั่งเศส เพื่อไปรับตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ในขณะที่พระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 2 กษัตริย์องค์ใหม่แห่งออสเตรีย พระเชษฐาอีกพระองค์ของมารี อองตัวเนต ปฏิเสธที่จะช่วยพระนาง ในวันที่ 7 มีนาคม ได้มีผู้จับได้ว่าแมร์ซี-อาร์จองโต ส่งจดหมายถึงพระนาง และได้นำเรื่องให้คณะปฏิวัติดำเนินการ จึงเกิดเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นว่า นั่นเป็นหลักฐานว่าพระนางได้มีส่วนพัวพันกับ “คณะกรรมาธิการออสเตรีย” และได้เจรจาจะขายชาติให้กับประเทศออสเตรีย
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มก่อการปฏิวัติได้บุกกรุงปารีส ทันใดนั้นเอง ชาวกรุงปารีสก็พบว่ากษัตริย์กับราชินีได้หลบหนีไปแล้ว แต่มาร์ควิส เดอ ลา ฟาแยตต์ได้โน้มน้าวให้กลุ่มก่อการปฏิวัติเชื่อว่ากษัตริย์ถูกกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติลักพาตัวไป พระราชวงศ์ที่หลบไปนอกกรุงปารีสไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป แต่โชคร้ายที่ราชรถของพวกพระเจ้าหลุยส์และพระนางมารี อองตัวเนตมาถึงช้าไปกว่าสามชั่วโมง และเมื่อพวกเขามาถึงจุดนัดพบจุดแรก ที่จุดแวะพักปงต์-เดอ-ซอม-เวสเลอ กองทหารที่จะมาช่วยได้จากไปเสียแล้ว โดยคิดว่าพระมหากษัตริย์เปลี่ยนพระทัย ก่อนจะถึงเที่ยงวันเล็กน้อย ราชรถถูกจับได้ที่เมืองวาเรนน์-ออง-อาร์กอนน์ เนื่องจากเจ้าของจุดแวะพักจุดก่อนจำพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครทราบว่าจะทำอย่างไรดี และในขณะนั้นเอง ได้มีฝูงชนหลั่งไหลมาที่เมืองวาเรนน์ ท้ายที่สุด ราชวงศ์ที่กำลังถูกคุกคาม ได้ถูกนำตัวกลับไปยังกรุงปารีส ภายใต้บรรยากาศโหดร้ายอันเรียบเชียบเงียบงัน
ภายหลังเหตุการณ์ที่เมืองวาเรนน์
เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกไต่สวนโดยคณะผู้แทนของสภาแห่งชาติ พระองค์ได้ตอบคำถามอย่างคลุมเครือ คำตอบที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก จนมีกระแสเรียกร้องให้ถอดถอนพระองค์จากตำแหน่งกษัตริย์ ทางด้านพระนางมารี อองตัวเนตได้พบกับอองตวน บาร์นาฟ อย่างลับๆ โดยต้องการโน้มน้าวให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยอมรับตำแหน่งกษัตริย์ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในที่สุด เมื่อวันที่ 13 กันยายน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ยอมรับระบอบประชาธิปไตย และในวันที่ 30 กันยายน ได้มีการยุบสภาที่ปรึกษากษัตริย์ และตั้งสภานิติบัญญัติขึ้นมาแทนที่ แต่อย่างไรก็ดี ข่าวการทำสงครามกับราชวงศ์ของประเทศเพื่อนบ้านได้แพร่สะพัดไปทั่ว ในบรรดาเชื้อพระวงศ์ของยุโรปทั้งหมด ออสเตรียทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้สึกกดดันที่สุด ประชาชนจึงได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านมารี อองตัวเนตและเรียกพระนางว่าเป็น “นางปิศาจ” หรือไม่ก็ “มาดามผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย” และยังกล่าวโทษว่าพระนางเป็นผู้ทำให้เมืองหลวงนองไปด้วยเลือด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2335 (ค.ศ. 1792) คำแถลงการณ์แห่งบรุนส์วิก ที่ได้รับแรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากท่านเคานท์ ฮาน แอกเซล เดอ แฟร์ซอง ได้จุดเพลิงแค้นของประชาชนชาวฝรั่งเศสได้สำเร็จในที่สุด
ประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ด้วยการบุกพระราชวังตุยเลอรี พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จำต้องลี้ภัยในสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติ ที่ต่อมาได้ลงคะแนนให้ถอดถอนพระองค์ชั่วคราว และให้พระองค์เสด็จไปประทับที่คอนแวนต์ของนิกายเฟยยองต์ วันรุ่งขึ้น เชื้อพระวงศ์ก็ถูกนำตัวมาไว้ที่ห้องขังของโบสถ์ ระหว่างการสังหารหมู่เชื้อพระวงศ์ในเดือนกันยายน เจ้าหญิงแห่งลอมบาลล์ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู และพระเศียรของเจ้าหญิงถูกเสียบไว้ที่ปลายหอกและตั้งไว้นอกหน้าต่างห้องที่ประทับของพระนางมารี อองตัวเนต ไม่นานต่อมา หลังจากที่สงครามได้เริ่มขึ้น สภาคณะปฏิวัติได้ประกาศให้เชื้อพระวงศ์ตกอยู่ในฐานะตัวประกัน ราวต้นเดือนธันวาคม ได้มีการค้นพบ”เสื้อเกราะเหล็ก”ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ใช้ซ่อนเอกสารลับของพระองค์ จึงจำเป็นต้องจัดการไต่สวนคดีขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม สภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสได้ลงมติให้ประหารกษัตริย์ ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม แมกซิมิเลียง เดอ โรเบสปิแยร์ได้เรียกร้องกับสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ให้จัดการกับราชินีอีกองค์ วันที่ 13 กรกฎาคม องค์มกุฎราชกุมารก็ถูกลักพาตัวไปจากพระมารดาและถูกมอบให้อยู่ในความดูแลของอองตวน ซิมง ช่างทำรองเท้า และในวันที่ 2 สิงหาคม ก็ถึงคราวที่พระนางมารี อองตัวเนตถูกพรากจากเหล่าเจ้าหญิงและนำตัวไปยังทัณฑสถานกรุงปารีส การไต่สวนพระนางจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น
การพิจารณาคดี
วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2336 มารี อองตัวเนตถูกตั้งข้อหาโดยศาลปฏิวัติ โดยฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน หากแม้นว่าการพิจารณาคดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังคงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีของราชินีมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ได้มีการทำสำนวนฟ้องขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายฟูกิเยร์ เดอ ทังวิลล์ไม่สามารถหาเอกสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พบทุกชิ้น และเพื่อให้สามารถตั้งข้อกล่าวหาแก่พระนางมารี อองตัวเนตได้ เขามีแผนที่จะให้มกุฎราชกุมารขึ้นให้การต่อศาลในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมารดา ซึ่งต่อหน้าศาล มกุฎราชกุมารพระองค์น้อยได้กล่าวหาพระมารดา และพระมาตุจฉาว่าเป็นผู้สอนให้พระองค์สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และบังคับให้เล่นเกมสวาท พระนางมารี อองตัวเนตผู้เสื่อมเสียพระเกียรติได้เรียกราชเลขามาขึ้นให้การ พระนางพ้นจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แต่พระนางยังถูกตั้งข้อกล่าวหาอีกว่าสมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และเมื่อพระนางยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ นายแอร์มานน์ ประธานศาลปฏิวัติ ได้กล่าวว่าพระนางเป็น “ตัวการสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการทรยศต่อหลุยส์ คาเปต์” คดีนี้จึงกลายเป็นการพิจารณาคดีของทรราชไป บทนำของสำนวนฟ้องยังกล่าวอีกด้วยว่า:
“จากการพิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ยื่นโดยผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน ผลปรากฏว่า ในบรรดาราชินีทั้งหลาย เป็นต้นว่า เมสซาลีน บรูเนอโอ เฟรเดกองด์ และมารี เดอ เมดิซี ที่เมื่อก่อนเรายอมรับว่าเป็นราชินีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสื่อมเสียไม่อาจลบล้างได้จากประวัติศาสตร์ นับได้ว่ามารี อองตัวเนต หญิงหม้ายของหลุยส์ คาเปต์ เป็นผู้มีความละโมบเป็นที่สุด และเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของชาวฝรั่งเศส”
พวกพยานที่จัดหามาดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าที่ควร พระนางมารี อองตัวเนตให้การตอบว่า พระนาง “เป็นเพียงแค่ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เท่านั้น และพระนางก็ทำอะไรตามพระทัยของพระนางเอง” นายฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ได้เรียกร้องให้ประหารพระนางและกล่าวหาว่าพระนางเป็น”ศัตรูอย่างเปิดเผยของชาติฝรั่งเศส” ทางด้านนายทรองซง-ดือคูเดรย์ และนายโชโว-ลาการ์ด ทนายความสองคนของพระนางมารี อองตัวเนต ยังหนุ่มและขาดประสบการณ์ อีกทั้งยังไม่ได้เห็นเอกสารฟ้องก่อนขึ้นว่าความ ทำได้แค่เพียงอ่านออกเสียงบันทึกไม่กี่หน้าที่ตนได้จดเอาไว้
คณะลูกขุนต้องตอบถามคำถามสี่ข้อด้วยกัน:
” 1. จริงหรือไม่ที่ได้มีการคบคิดและมีการและเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และศัตรูอื่นๆ นอกสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยที่การคบคิดและข่าวกรองดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมายให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้พวกนั้นเข้ามาในดินแดนฝรั่งเศส และให้พวกนั้นพัฒนาอาวุธได้?”
“2. มารี อองตัวเนตแห่งออสเตรีย (…) เราเชื่อว่านางได้มีส่วนร่วมมือกับการคบคิดและสนับสนุนการข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่?”
“3. จริงหรือที่มีแผนการสมรู้ร่วมคิดและแผนข่าวโคมลอยที่พยายามจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศส?”
“4. เราเชื่อว่ามารี อองตัวเนตได้มีส่วนร่วมในแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวโคมลอยนี้หรือไม่?”
คณะลูกขุนได้ตอบว่าคำถามดังกล่าวว่าจริงและใช่ทุกข้อ มารี อองตัวเนตจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อเป็นทรราชขั้นร้ายแรงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ประมาณเวลาสี่นาฬิกาของรุ่งเช้า ในวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อเวลาสิบสองนาฬิกาสิบห้านาที พระนางถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากที่ได้ปฏิเสธจะสารภาพบาปกับบาทหลวงที่คณะปฏิวัติจัดหาให้ พระศพของพระนางถูกฝังในหลุมฝังศพลา มาเดอเลน บนถนนอองจู-ซังต์-ตอนอเร ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) พระศพของพระนางถูกขุดขึ้นมา และถูกย้ายไปฝังไว้ที่วิหารซังต์ เดอนีส์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม




【ニコニコラボ】「Smiling」【halyosy that is presents】

14 01 2010

เพลงร้องหมู่จากเวบ niconico  ที่เอาuserดังๆในนั้นมาร้องกัน (มีมือโปรแอบแฝงด้วย)

อันนี้เวอร์ชั่นชาวไทย

เห็นแล้วอยากเล่นมั่ง ใครจะเอาด้วยกะผมมั้ย ตอนนี้มีสมาชิกหนึ่งคน ขาดอีก 24 เอง  orz





Try it now !! ศาสนาพาสตาฟาเรี่ยน

24 11 2009
CREDIT :  เอ็นทรี่นี้ จขบ. คัดลอกมาจาก  http://repentant.exteen.com/20080920/ahoy-there-matey
ด้วยความศรัทธายิ่ง และสืบต่อความศรัทธาและความรักต่ออาหารเส้นอย่างทั่วถึงสู่ปัจเจกชนในโลกหล้า
…………………………………………………………….
Ahoy there matey!
19 กันยามาบรรจบ เป็นวันพูดเหมือนโจรสลัดโลกกันอีกวาระ
วันนี้มีความหมายอย่างไร? สำคัญยังไงกับผู้นับถือศาสนาพาสตาฟาเรียนทั่วโลก? ผมคงต้องขอปูพื้นให้ท่านผู้อ่านทราบกันก่อน

โลโก้ติดท้ายรถของชาว Pastafarian
พาสตาฟาเรียนเป็นศาสนาใหม่กิ๊กเพิ่งตั้งเมื่อปี 2005 นี่เอง โดยเหตุเกิดจากการที่สมาคมผู้ปกครองและครูในรัฐแคนซัสซึ่งประกอบด้วยคริสต์หัวรุนแรงได้พยายามยัดเยียดวิชาพระเจ้าสร้างโลกเข้าไปในหลักสูตรเพื่อคานกับทฤษฏีวิวัฒนาการเพราะเขาคิดว่าการที่คนกับลิงเป็นญาติกันนี่มัน สกปรก รับไม่ได้
ครู นักวิทยาศาสตร์ก็ต่อสู้กลับจนลามปามจนไปถึงสภาประจำรัฐต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อรับฟังเสียงทั้งสองข้าง ทางฝั่งพระเจ้าสร้างโลกก็สบโอกาสที่รัฐแคนซัสมีคริสต์ฝ่ายขวาอยู่มาก จับพวกตัวเองไปนั่งเต็มเก้าอี้กรรมการ สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์เลยตัดสินใจบอยคอตการพิจารณาเพราะคิดว่ายังไงก็คงไม่ได้รับความยุติธรรมแน่ๆ แถมหากแพ้ในศาลกำมะลอขึ้นมาพวกหัวรุนแรงก็จะใช้เหตุการณ์ครั้งนี้อ้างว่าสามารถล้มวิวัฒนาการได้และผลักดันให้รัฐอื่นๆสอนความเชื่อดึกดำบรรพ์ไปด้วย
เมื่อฝั่งเหตุผลทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ ครูสอนวิทยาศาสตร์นาม Bobby Handerson ก็ตัดสินใจทำอะไรห่ามๆขึ้นมา โดยแกเขียนจดหมายไปถึงสมาคมผู้ปกครองและครูแคนซัสโดยมีเนื้อหาประมาณว่า
หากจะสอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก คุณก็ต้องสอนทฤษฏีสร้างโลกของศาสนาอื่นด้วยเพื่อความเท่าเทียมกันด้วย  ผมคิดว่าศาสนาพาสตาฟาเรียนของผมก็มีความน่าเชื่อถือไม่แพ้กัน ฉะนั้นคุณต้องให้เวลา 1/3 กับพระเจ้าสร้างโลก 1/3 กับวิวัฒนาการ 1/3 กับสัตว์ประหลาดสปาเกตตี้สร้างโลก

ทางขวานี่แหละคือพระผู้สร้างในศาสนาพาสตาฟาเรียน สัตว์ประหลาดสปาเกตตี้
พาสตาฟาเรียน(Pasta นี่เอง)สอนว่า มีสัตว์ประหลาดสปาเกตตี้ซึ่งล่องหน ไม่สามารถตรวจจับได้ ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาในคืนหนึ่งหลังจากดื่มเหล้าหนักไปหน่อย เพื่อเป็นการทดสอบศรัทธาสัตว์ประหลาดสปาเกตตี้จะยื่นเส้นหยึกหยึ๋ยศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วจักรวาลเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ทุกอย่างให้ดูเหมือนว่าโลกนี้ จักรวาลนี้ และสิ่งมีชีวิตต่างๆเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีผู้สร้างใดๆ
อันนี้ก็ล้อศาสนากันตรงๆ  แถมที่ตลกคือไอ้คำว่า “พระเจ้าทำฟอสซิลให้ดูเก่าเพื่อทดสอบศรัทธา” น่ะมีพวกสร้างโลกใช้จริงๆซะด้วยสิ =_=’
การที่ให้สัตว์ประหลาดสปาเกตตี้ หรือ Flying Spaghetti Monster (FSM)  ล่องหนก็เป็นการชี้จุดอ่อนของ”ศรัทธา” อีกอันหนึ่ง นั่นคือสมองมนุษย์สามารถจินตนาการสิ่งเหนือธรรมชาติให้มีลักษณะยังไงก็ได้ และต่อให้พระเจ้าของนาย ก จะแสนดี ลึกซึ้งเชิงปรัชญา และชวนอุ่นใจเท่าไหร่ก็ไม่มีหลักฐานไปกว่านาย ข ซึ่งเชื่อในเทพมารกินเต้าหู้ เพราะทั้งสองอย่างต่างไม่มีหนทางพิสูจน์นอกไปจากการอ้างความคิด หรือประสบการณ์ส่วนตัว
ฉะนั้นสัตว์ประหลาดสปาเกตตี้ พระเจ้า เออร์ซ่า เคียวนัยน์ตายักษ์ กรีฟีส เทพมังกร เทพใดๆ ต่างก็เท่าเทียมกันในเชิงหลักฐาน จะว่าไปสัตว์ประหลาดสปาเกตตียังดูน่าเชื่อถือกว่าด้วยซ้ำเพราะในคัมภีร์The Gospel of the Flying Spaghetti Monster เขียนไว้ชัดเจน ว่า FSM จะใช้เส้นหยึกหยึยแก้ไขหลักฐานทั้งหมดเพื่อเป็นการพิสูจน์ศรัทธา
อย่าคิดว่าศาสนานี้แค่ขำๆนา ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามาพาสตาฟาเรียนได้กลายเป็นที่รวมของคนไม่เชื่อพระเจ้า คนไร้ศาสนาทั้งหลายในสหรัฐและโลก สัตว์ประหลาดสปาเกตตีถูกใช้ตอกหน้าคริสต์หัวรุนแรงในฟลอริด้าที่ต้องการแทรกหลักสูตรพระเจ้าสร้างโลกอย่างได้ผล เพราะพอการเรียกร้องให้สอนตำนานชาวพาสตาฟาเรียนด้วยโผล่ขึ้นในข่าวปุ๊บ คนก็เริ่มหัวเราะเยาะให้กลุ่มพระเจ้าสร้างโลกได้อับอายต้องยอมถอยไป
ความเชื่ออื่นๆของชาวพาสตาฟาเรียนก็คือ สวรรค์เต็มไปด้วยภูเขาไฟเบียร์และโรงงานผลิตสาวเปลื้องผ้า นรกก็เหมือนกันจะต่างกันแค่เบียร์จืด แล้วสาวๆเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์เท่านั้น!
ยังงี้ดีออก ต่อให้ตกนรกยืดออกพกถุงก็พอแล้ว แหะๆ
เพื่อให้เข้ากับยุคโลกร้อน ชาวพาสตาฟาเรียนยังเชื่อด้วยว่า อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนการลดของโจรสลัดแคริเบียนอย่าง แจ็ค สแปโร วิล เทินเนอร์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้วันที่ 19 กย เป็นวันพูดเหมือนโจรสลัดโลกยังไงล่ะครับ

เอาเขากลับมา แล้วโลกจะหายร้อน
ส่วนนี่เป็นภาพบรรยากาศกิจกรรมที่มหาลัยกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ขำดีครับ กระผมเดินผ่านมาเลยขอถ่ายหน่อย

ป้ายรณรงค์เรื่องอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนการลดของโจรสลัด ถ้านับตามตัวเลขก็จริง แต่มุกนี้เขาทำมาเพื่อชี้ประเด็นวิทยาศาสตร์อันนึง นั่นคือ ความคล้องจองไม่ได้หมายความว่าเกี่ยวเนื่อเสมอไป ฮิตเลอร์มีหนวด ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีหนวด(อย่างชูวิทย์)ต้องบ้าอำนาจจริงไหมครับ อิอิ

แรงโน้มถ่วงเป็นเรื่องโกหกเพราะยังมีบางอย่างอธิบายไม่ได้ แถมในบางสถานการณ์วัตถุก็ไม่ทำตามกฏ เรามาสอน Intelligent Falling ที่ว่าสัตว์ประหลาดสปาเกตตี้ใช้เส้นหยึกหยึยดึงของต่างๆลงพื้นแทนดีกว่า
ป้ายล้อ What would jesus do กลายเป็น What would FSM do
อ้อ ลืมบอกไปว่าศาสนานี้เขาตบท้ายด้วยคำว่า ราเมน ให้เข้าธีมอาหารเส้นของศาสนา (ทำมาล้อ ราเมง+อาเมนนั่นแหละ)
ผมยังได้บะหมี่ราเมงมาซองเลย :p
แทนที่เราจะบอกว่าทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ซึ่งผมคิดว่าแคบไปเพราะคนดีบางคนก็ไร้ศาสนา และหลายๆคนก็เป็นคนดีได้แม้จะถูกในศาสนาเสี้ยมสอนตรงกันข้าม เรามาบอกว่าทุกคนมีความดีอยู่ในตัว ขึ้นกับวัฒนธรรมและตัวเองว่าจะแสดงออกความดีนั่นได้หรือไม่น่าจะดีกว่า
สุขสันต์วันพูดเหมือนโจรสลัดโลกครับทุกท่าน
Yo ho, yo ho, a pirate’s life for me.
We pillage, we plunder, we rifle, and loot,
Drink up, me ‘earties, yo ho.
We kidnap and ravage and don’t give a hoot,
Drink up me ‘earties, yo ho.
Drink up me ‘earties, yo ho จาก Pirates of the Carribean

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า (อังกฤษ: Flying Spaghetti Monster) เป็นพระเจ้าในศาสนาเชิงล้อเลียน ชื่อ ศาสนาปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า หรือ ศาสนาพาสตาฟาเรียนซึ่งก่อตั้งโดย บ็อบบี เฮนเดอร์สัน เพื่อต่อต้านกฎของคณะกรรมการการศึกษาของรัฐแคนซัส ที่บังคับให้โรงเรียนในสังกัดสอนทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดควบคู่ไปกับทฤษฏีวิวัฒนาการของดาร์วินในวิชาชีววิทยา เฮนเดอร์สันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการฯ มีใจความว่า เขาเชื่อว่าโลกและจักรวาลถูกสร้างโดยพระเจ้าที่มีรูปร่างคล้ายสปาเกตตีและลูกชิ้นสองก้อน ซึ่งเขาเรียกว่า “ปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้า” และเรียกร้องให้โรงเรียนในรัฐแคนซัสสอนทฤษฎีการสร้างโลกของเขาเช่นกันเพื่อความเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับการที่ทางคณะกรรมการฯ ได้กล่าวไว้ว่าการเรียนการสอนระหว่างทฤษฎีวิวัฒนาการและทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดควรจะมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งโดยนัยแล้ว เขาแสดงให้เห็นว่าทฤษฏีผู้สร้างอันชาญฉลาดเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ผิดกับปีศาจสปาเกตตีลอยฟ้าเลย

ความเชื่อ

บ็อบบี เฮนเดอร์สันได้กล่าวว่าความเชื่อต่อไปนี้ควรจะถูกสอนในการเรียนวิชาทฤษฎีผู้สร้างอันชาญฉลาดให้เท่าเทียมกับคริสต์ศาสนา โดยความเชื่อต่อไปนี้นั้นเป็นสาขาย่อยของทฤษฎีผู้สร้างอัญชาญฉลาด

  • ปีศาจสปาเกตตีลอยได้นั้นล่องหนและไม่สามารถตรวจจับหรือค้นเจอได้ และยังเป็นผู้ที่สร้างจักรวาลขึ้นมาทั้งหมด รวมไปถึงภูเขา ต้นไม้ และมนุษย์
  • ปีศาจสปาเกตตีลอยได้นั้นใช้สัมผัสแห่งเส้นสปาเกตตีในการสร้างสิ่งต่าง ๆ
  • หลักฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการในชีววิทยานั้นถูกสร้างโดยปีศาจสปาเกตตีลอยได้ โดยปีศาจสปาเกตตีลอยได้นั้นจะทดสอบความศรัทธาของผู้ปฏิบัติตาม (หรือชาวพาสตาฟาเรียน) โดยการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูเก่ากว่าความจริง
  • ชาวพาสตาฟาเรียนที่ได้รับสัมผัสแห่งเส้นสปาเกตตีจะถือว่าได้รับพรอันสูงส่งที่สุดจากปีศาจสปาเกตตีลอยได้
  • ชาวพาสตาฟาเรียนนั้นเชื่อว่าสวรรค์นั้นประกอบไปด้วยสิ่งสองสิ่งคือภูเขาไฟเต็มไปด้วยเบียร์กับโรงงานนักเต้นระบำเปลื้องผ้า
  • “ราเมน” เป็นคำที่ใช้หลังจากการสวด คล้ายกับในศาสนาคริสต์ ยิว และอิสลามที่ใช้คำว่า “อาเมน”

ภาวะโลกร้อนกับโจรสลัด

ตามหลักความเชื่อของชาวพาสตาฟาเรียนนั้น นักบวชของศาสนานั้นคือโจรสลัด โดยคำกล่าวอ้างว่าโจรสลัดนั้นเป็นกลุ่มโจรหรือพวกนอกรีตนั้นเป็นคำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จโดยชาวคริสเตียนในยุคกลาง ชาวพาสตาฟาเรียนถือโจรสลัดเป็นผู้ที่หลงรักในชีวิตอันสงบสุขและการค้นหา อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ให้ขนมหวานแก่เด็กอีกด้วย

โดยคำสอนเกี่ยวกับโจรสลัดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจดหมายเปิดของบ็อบบี เฮนเดอร์สัน เขายังได้เน้นอีกว่าภาวะโลกร้อนนั้นเริ่มทวีความรุนแรงในช่วงยุคสมัย ค.ศ.1800 เกิดขึ้นเนื่องจากการที่จำนวนโจรสลัดในโลกนั้นลดน้อยลง

พระคัมภีร์แห่งปีศาจสปาเกตตีลอยได้

บ็อบบี เฮนเดอร์สันนั้นได้รับเงินจำนวน 80,000 ดอลลาร์เพื่อที่จะเขียนพระคัมภีร์แห่งปีศาจสปาเกตตีลอยได้ในธันวาคมปี ค.ศ. 2005 เขากล่าวว่าเขาจะนำรายได้ที่ได้จากการขายพระคัมภีร์นั้นไปสร้างเรือโจรสลัด โดยเขาจะนำมันไปใช้ในการเผยแพร่คำสอนของปีศาจสปาเกตตีลอยได้ต่อไป พระคัมภีร์นั้นวางขายในวันที่ 28 มีนาคมปี ค.ศ. 2006

พระคัมภีร์แห่งปีศาจสปาเกตตีลอยได้นั้นสามารถนำไปเทียบได้กับพระคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนา โดยพระคัมภีร์นั้นประกอบได้หลักทำคำสอนแปดข้อหลัก ๆ

อ้างอิง

เชิงอรรถ

อ้างอิง

  1. Henderson, Bobby (2006). The Gospel of the Flying Spaghetti Monster. Villard Books. ISBN 0-8129-7656-8.

สื่ออื่นๆ

สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด    แม่งเสื่อมศรัทธาได้ใจมากๆ ชอบๆๆๆ

เอ็นทรี่หน้า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมจะเอาบัตรประชาชนใหม่มาให้ดู ยิ่งเบื่อๆศาสนาในบัตรตัวเองอยู่

ramen.gif image by pandasaurio

……………….

……………….

………………

ราเมนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน





comic fighting หนังคนละม้วนกับการเทิร์นโปร

12 11 2009
…………………………………………..
………………………………………….
ความเห็นในเอ็นทรี่นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น เหมือนเดิมกับเอ็นทรี่ที่แล้วว่าแค่
เป็นมุมมองจากนักเขียนการ์ตูนคนหนึ่ง หากไม่พอใจหรือมีข้อผิดพลาดอะไรก็อภัยให้ด้วยนะพี่
น้อง
……………………………………
cf (หมายถึงที่ย่อมาจาก comic fighting) นะครับ  เป็นการวาดการ์ตูน
ต่อสู้แบบ turn base ที่คนเล่นเยอะมากกก  แต่ผมมองว่าปัญหาของ cf คือมีข้อ
จำกัดหลายๆด้าน  ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่การฝึกฝนที่ดีมากมายอะไรสำหรับคนที่จะเทิร์นโปร
(ย้ำอีกทีว่าสำหรับคนที่จะเทิร์นโปรนะครับ) ส่วนสำหรับคนที่จะเล่นขำๆอันนั้นผมไม่นับ
เหตุผลที่ไม่ใช่การฝึกฝนที่ดีคือ ผมมองว่า cf ไม่ได้ช่วยฝึกฝนเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการ
เขียนการ์ตูนจริงมากนัก  สิ่งที่ cf มีคือการ ออกแบบตัวละคร การวาดภาพ และฉากต่างๆ
รวมไปถึงซีนแอ็คชั่นด้วย  แต่ว่าเรื่องสำคัญอย่างพล็อต หรือการดำเนินเรื่อง ที่ไม่มีอะไรหลุดไป
จากการต่อสู้ตัวต่อตัวมากนัก (แต่จะมีบางสนามเท่านั้นที่อาจจะมีอะไรแปลกๆบ้าง) ทำให้
**ไม่มีประโยชน์เท่ากับการวาดการ์ตูนเป็นเรื่องๆจริงๆ ถ้าคิดจะเทิร์นโปรล่ะก็ วาดเรื่องสั้นสัก
เรื่องดีกว่า
……………………………………..
ผมเคยคิดอยู่ว่าทำไมโดจินชิและนักเขียนที่มาสมัครเป็นมืออาชีพจริงหรือแม้กระทั่งคนที่เขียน
เรื่องสั้นจบในตอนให้อ่านกันตามเว็บมีน้อยมาก  ที่แท้ก็ไปกองอยู่ที่ cf นี่เอง ถ้าทรัพยากร
บุคคลที่ว่านี้วาดเรื่องสั้นจบในตอนกันหมด ผมคงนั่งอ่านอย่างสนุกสนานเหมือนกับที่หลายๆคน
รออ่านการ์ตูนของamata cartoon
……………………………………..
สิ่งที่ทำให้ cf ได้รับความนิยมเพราะว่ามันน่าสนุกและมีการตอบรับทันท่วงที ไม่ต้องมานั่ง
เขียนต้นฉบับเป็นเรื่องๆแล้วรอให้ใครสักคนมาวิจารณ์ อย่างเช่นผมเป็นนักเขียน A อยากวาด
การ์ตูนให้เพื่อนๆดู เลยสมัคร cf ซึ่งอย่างน้อยคนที่ดูแลสนามนั้นและคู่ต่อสู้จะต้องตอบโต้กับ
ผมด้านการ์ตูนอย่างแน่นอน รวมถึงผู้แข่งขันคนอื่นด้วย  (ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนุกนะ ) แต่
ความนิยมของมันก็ส่งผลกระทบด้วย ซึ่งผมก็แค่อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นเอง
……………………………………..
ย้ำอีกทีว่าผมไม่ได้ก้าวก่ายการเล่นของใครนะครับ เพราะผมคิดว่าหลายๆคนก็เล่นขำๆ
เป็นงานอดิเรกหลังเลิกงานหรือเลิกเรียนเท่านั้น  (เดี๋ยวจะด่า จขบ.ว่าเอ็งจะเอาอะไร
นักหนา)แต่แค่มีบางคนเข้าใจผิดว่าการเล่น cf จะทำให้เข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
(บางคนจะเอา cfของตัวเองไปเสนอสำนักพิมพ์เลยก็มี) โอเค มันเข้าใกล้ความเป็นมือ
อาชีพแน่ เพราะ cf มันก็คือการวาดการ์ตูน แล้วคุณก็ได้วาดภาพทุกวัน แต่มันสู้การวาด
เรื่องสั้นเสนอสำนักพิมพ์สักเรื่องไม่ได้เลย เพราะว่าวิธีการคิดมันเป็นคนละมิติ (สำหรับการ
เทิร์นโปร จุดเช็คพอยท์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตอนคุณเอาพอร์ตไปคุยกับ บก.นั่นแล)
……………………………………..
ผมเองก็ค่อนข้างอยากจะให้วงการนี้มันคึกคักๆในหลายๆรูปแบบหน่อยเท่านั้นแหละ ไม่
ใช่ว่าพอ บก.ถามว่า “พวกมือสมัครเล่นหายไปไหนกันหมดวะ ” แล้วผมก็ได้แต่เกาจมูก
แล้วก็บอกว่า “ไปเล่น cf กันหมดไงพี่ …”




เมื่องานโดจินชิ ไม่ใช่เรื่องชิลๆ

30 10 2009

tokyo_big_site1

บอกไว้ก่อนนะครับว่าเอ็นทรี่นี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามเท่านั้น ไม่ได้พูดในฐานะคนในวงการหรืออะไรทั้งนั้น ผมเองถึงจะเป็นนักวาดแต่ก็มีความรู้เรื่องงานการ์ตูนน้อยมาก แถมไปงานแทบนับครั้งได้  ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดอะไรก็ขออภัย
.
เอาภาพโตเกียวบิ๊กไซท์มาใส่ไว้โก้ๆงั้นแหละ ไม่มีความหมายอะไร
.
เวลาที่ไปงานโดฯ ผมนึกภาพว่าถ้าวันนี้พกตังค์ไปกระเป๋าไม่ตุงสักเท่าไหร่ คงจะได้ติดไม้ติดมือมาสักสองสามเล่ม
แต่ว่าไปๆมาๆต้องถอดใจไม่ซื้อสักเล่ม หรือไม่ก็อุดหนุนคนรู้จักแค่เล่มเดียวแก้เกี้ยว
หลายๆคนน่าจะเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง  เว้ากันซื่อๆก็จะบ่นเรื่องราคานั่นแหละ  มันแพงหูดับตับไหม้มาก
.
เรื่องของเรื่องก็เข้าใจ พอจะรู้ๆกันอยู่ว่าสาเหตุมันงอกมาจากอะไร  แล้วก็เข้าใจด้วยว่าวาดการ์ตูนมันต้องใช้เวลา เพราะงั้นไปออกงานสักงานก็ควรจะได้ค่าเหนื่อยบ้าง อย่างน้อยแค่เท่าทุนก็ยังใจชื้น
.
ตอนยุคเหล็ก(ตั้งชื่อเอาเอง)ก็คือยุคที่บูมที่สุด เป็นช่วงที่หลากหลายที่สุด มีทั้งแบบวาดเอามันส์ทั้งแบบการค้าเต็มรูปแบบ  รวมไปถึงมือโปรลงมาร่วมวงด้วยก็มี  เป็นช่วงที่หลายๆคนน่าจะยังถวิลหา แต่ไม่น่าจะคงรูปอย่างนั้นอยู่ได้นาน
.
เพราะว่าต่อมาเป็นยุคล่าอาณานิคม คนที่วาดแบบสบายๆเริ่มถอย  ส่วนราคาโดจินฯแพงขึ้นเป็นลำดับและเริ่มมีสินค้า(ที่ซ้ำๆ)เยอะขึ้น ยังไม่นับพวกที่ขายนอกรูปนอกรอยอีกต่างหาก   คนที่ทำจริงจังใส่ใจก็เริ่มเหนื่อย  ส่วนคนที่เหนื่อยก็จำเป็นที่จะต้องขายให้ได้เงิน  ทีนี้ก็เลยเป็นการค้ากันเต็มรูปแบบขึ้น  ถึงขนาดที่ว่างานหน้านี้จะผลิตคอนเทนท์อะไรไปลงดี ต้องคิดกันหนักเลยทีเดียวเชียว
.
.. ก็เลยไม่ใช่เรื่องชิลๆ
.
หลังเข้ายุคอุตสาหกรรมใหม่(ตั้งชื่อเอาเอง)มาได้สักพักซึ่งก็คือยุคนี้  หลายๆคนชักรู้สึกว่ามันเริ่มไกลจากคำว่างานโดจินฯเข้าไปทุกที  เพราะมันกลายๆจะเป็นงานสินค้าการ์ตูนไปซะยังงั้น
สังเกตตรงนี้ให้ดี ว่าหลังๆจะมีความเสี่ยงเรื่องการพิพาทค่อนข้างสูง เพราะมันมีเงินๆทองๆ และเรื่องสิทธิต่างๆในตัวสินค้ากันบ่อยขึ้นเป็นเงาตามตัว
ส่วนความถี่และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอันนี้ไอ้กระผมเองก็เดาไม่ได้
.
ไปๆมาๆ ก็ชักจะเห็นว่างานโดจินฯจะเรียกว่างานโดจินฯไม่ได้ แต่ต้องเรียกรวมๆว่างานการ์ตูน
แต่ไอ้ครั้นที่จะจัดสิ่งที่เรียกว่า [งานโดจินฯ] แท้ๆขึ้นมาเพื่อแยกตัวออกมาต่างหาก ก็คงสู้งานใหญ่ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะว่าเซอร์เคิลต่างๆมีเวลาจำกัด รวมถึงกระเป๋าคนอ่านด้วย ที่สุดท้ายแล้ว จัดงานถี่ไป คนก็ยิ่งลดลง
.
แล้วยิ่งปัจจุบัน [คอนเทนท์และเซอร์เคิล] น้อยลง  เพราะเหตุผลต่างๆนาๆ
- มือใหม่ไม่ลงสนาม นึกถึงเทิร์นโปรที่วาดงานพอได้  งานไม่สวย ไม่ช่ำชองวงการ  ลงไปก็
รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสบายๆ รู้สึกว่าทำอะไรทีก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต (นี่เป็นเหตุผลเรื่องสภาพ
แวดล้อม) ในเมื่อมีแต่พวกรุ่นใหญ่ๆไปขายกัน แถมแต่ละคนพิมพ์ฟาสท์บุ๊คอย่างหรู ตูจะไป
นั่งหน้าปุเลี่ยนๆ ขายไม่ออกสักเล่มแล้วหิ้วกลับบ้านทำไม  นั่งอยู่บ้านวาด cf ดีกว่า (เดี๋ยว
เอนทรี่หน้าจะพูดถึง cf.. แล้วเจอกัน)  แต่ก็มีอยู่บ้างที่ฝีมือไม่เวิร์ค ถ่ายเอกสารเย็บแม็กตามมีตามเกิด แต่ก็กล้าไปนั่งขายท้าทายพายุฝนเหมือนกัน
- ราคาสูง คนซื้อได้น้อยเล่มลง   ยกตัวอย่างเล่นๆ ผมพกเงินไปนอกจากค่าข้าวและค่ารถแล้ว
เหลือเงินซื้อโดจินฯได้ประมาณสองร้อย (แบบว่าจนอ่ะ) ผมเดินไปเจอโดฯเล่มละร้อยยี่สิบสองเล่ม อืม.. อยากซื้ออ่ะ แต่ว่าซื้อได้เล่มเดียว เพราะงั้นอีกเล่มนึงก็ไม่เอา  แต่ถ้าโดจินฯที่ผมเล็งไว้เล่มละหกสิบบาท ซื้อสามเล่มร้อยแปดสิบ เหลือตังค์ซื้อกล้วยแขกกลับบ้านหนึ่งถุง อืม อิ่มหนำ อย่างนี้ค่อยน่าไปหน่อย
- คนไม่ไป…  (อันนี้จะลักลั่นกับข้างบน) บูธน้อยเพราะคนไม่ไป คนไม่ไปเพราะบูธน้อย อืม  ชักมึน
- งานมีค่อนข้างถี่ ทั้งเซอร์เคิลและคนเดินก็พร้อมใจกันบอกว่าไม่พร้อม
ไอ้คนเดินน่ะยังไม่เท่าไหร่ เพราะบางทีก็แค่ไปดูคอสเพลย์ ไปเจอเพื่อน ไปดักรอโจทก์
แต่เซอร์เคิลน่ะสิวาดไม่ทันแน่ๆ  ถ้าฮึดหน่อยก็เผาตามมีตามเกิด แต่ถ้าไม่ไหวก็ไม่ไป เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้วยังมีแนวโน้มว่าต้องหิ้วกองโดจินฯที่ขายไม่ออกกลับบ้านให้เจ็บใจเล่น พอจ่ายค่าแท็กซี่เสร็จแล้วก็แหวกกระเป๋าตังค์ดูพบว่า วันนี้ตูขาดทุนไปหลายร้อยนี่หว่า เอวัง..
.
จริงๆแล้วคนที่อยู่ในวงการเค้าก็คงแก้ปัญหานี้กันอยู่กันน่าดูแล้วแหละ แต่ถ้าจะถามใจผม ผมก็คงจะตอบว่า
- เริ่มที่นโยบายของคนจัดงาน โดยเฉพาะเจ้าของงานใหญ่ๆ  ถ้ามีอะไรชัดๆเป็นกติกาแล้ว
การเกลี่ยๆให้มันเข้ารูปเข้ารอยก็ง่าย (อย่างเช่นวางกรอบว่าควรจะมีสินค้าอย่างอื่นได้กี่% หนังสือกี่%  กำหนดอัตราส่วนว่าอะไรควรมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่างานอะไรถ้าปล่อยปละละเลยในเรื่องคอนเซปต์ ผ่านไปสักพักมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ )
แต่ว่าจริงๆแล้วก็คุมกันไม่ได้ซะทีเดียวหรอก เผลอๆคนตรวจบูธทำอะไรไม่ได้ ไอ้ครั้นจะไปบังคับอะไรมันก็ชักจะดูไม่ใช่งานเสรี  แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำจริงๆนะ งานจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน
- เซอร์เคิลคุยกันเอง  …เรื่องนี้ยาก แถมท่าทางอาจจะมีมวยหลายคู่ ไอ้ครั้นจะไปตั้งสมาพันธ์อะไรขึ้นมาเคลื่อนไหวก็จะดูเวอร์ไปซะฉิบ  แต่การที่มีคนสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะ
(ผมไม่พูดเรื่องคอสเพลย์ สินค้าที่ไม่ใช่โดจินหรือแฮนด์เมด รวมทั้งปัญหาการก๊อปปี้ เพราะคงต้องแยกประเด็นออกไป ตรงนี้มีคนอื่นคุยกันไว้เยอะแล้ว ผมสโคปไปที่แค่ความรู้สึกเกี่ยวกับส่วนที่เป็นหนังสือโดจินชิเท่านั้น เพราะว่างานที่ญี่ปุ่น เรื่องหนังสือเป็นเรื่องหลัก ผมเองก็อยากเห็นแบบนั้น)
ส่วนตัวกระผมเองก็รอดูต่อว่างานการ์ตูนยุคต่อไปมันจะเป็นยังไง




[Game cm] โฆษณาเกมเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว

24 10 2009

อย่างเก่า….

โฆษณาสมัยก่อนนี่ตรงไปตรงมาดี ไม่อ้อมค้อม บอกราคาเสร็จสรรพ  ฟามิคอมราคาหมื่นสี่พันกว่าเยน (น่าจะแพงเอาเรื่องสำหรับสมัยนั้น)  ต่อให้เวลาผ่านไปนานร่วมยี่สิบสามสิบปีแล้วแต่เครื่องเกมรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ราคาสูงไปกว่ารุ่นเก่ามากสักเท่าไหร่  (ps3 slim ราคา 29980 เยน)

ส่วนอันนี้เป็นโฆษณาหลากหลายรุ่นสามสิบอันดับ ผมชอบโฆษณาของเกมบอยที่มีเด็กยืนเล่นรอรถกันข้างถนนนะ บรรยากาศเจ๋งดี ทำให้รู้สึกว่าเล่นแล้วน่าจะลืมเวลากันไปเลย (แต่แบตมันก็หมดได้นะเว้ยไอ้น้อง)

King_Kong_2_-_Ikari_no_Megaton_Punch_Coverart

โปรดสังเกตที่มุมขวาบน เกมคิงคอง2 ของค่ายโคนามิ  ที่โฆษณาสรรพคุณว่าเกมนี้จุมากกว่าเกมอื่นในยุคนั้นๆ

… 2เม็ก

คนทำเกมสมัยนั้นสุดยอดจริงๆ  (สมัยก่อนจำกัดจำเขี่ยเรื่องทรัพยากรความจุกันมาก)








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.