
บอกไว้ก่อนนะครับว่าเอ็นทรี่นี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตามเท่านั้น ไม่ได้พูดในฐานะคนในวงการหรืออะไรทั้งนั้น ผมเองถึงจะเป็นนักวาดแต่ก็มีความรู้เรื่องงานการ์ตูนน้อยมาก แถมไปงานแทบนับครั้งได้ ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดอะไรก็ขออภัย
.
เอาภาพโตเกียวบิ๊กไซท์มาใส่ไว้โก้ๆงั้นแหละ ไม่มีความหมายอะไร
.
เวลาที่ไปงานโดฯ ผมนึกภาพว่าถ้าวันนี้พกตังค์ไปกระเป๋าไม่ตุงสักเท่าไหร่ คงจะได้ติดไม้ติดมือมาสักสองสามเล่ม
แต่ว่าไปๆมาๆต้องถอดใจไม่ซื้อสักเล่ม หรือไม่ก็อุดหนุนคนรู้จักแค่เล่มเดียวแก้เกี้ยว
หลายๆคนน่าจะเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง เว้ากันซื่อๆก็จะบ่นเรื่องราคานั่นแหละ มันแพงหูดับตับไหม้มาก
.
เรื่องของเรื่องก็เข้าใจ พอจะรู้ๆกันอยู่ว่าสาเหตุมันงอกมาจากอะไร แล้วก็เข้าใจด้วยว่าวาดการ์ตูนมันต้องใช้เวลา เพราะงั้นไปออกงานสักงานก็ควรจะได้ค่าเหนื่อยบ้าง อย่างน้อยแค่เท่าทุนก็ยังใจชื้น
.
ตอนยุคเหล็ก(ตั้งชื่อเอาเอง)ก็คือยุคที่บูมที่สุด เป็นช่วงที่หลากหลายที่สุด มีทั้งแบบวาดเอามันส์ทั้งแบบการค้าเต็มรูปแบบ รวมไปถึงมือโปรลงมาร่วมวงด้วยก็มี เป็นช่วงที่หลายๆคนน่าจะยังถวิลหา แต่ไม่น่าจะคงรูปอย่างนั้นอยู่ได้นาน
.
เพราะว่าต่อมาเป็นยุคล่าอาณานิคม คนที่วาดแบบสบายๆเริ่มถอย ส่วนราคาโดจินฯแพงขึ้นเป็นลำดับและเริ่มมีสินค้า(ที่ซ้ำๆ)เยอะขึ้น ยังไม่นับพวกที่ขายนอกรูปนอกรอยอีกต่างหาก คนที่ทำจริงจังใส่ใจก็เริ่มเหนื่อย ส่วนคนที่เหนื่อยก็จำเป็นที่จะต้องขายให้ได้เงิน ทีนี้ก็เลยเป็นการค้ากันเต็มรูปแบบขึ้น ถึงขนาดที่ว่างานหน้านี้จะผลิตคอนเทนท์อะไรไปลงดี ต้องคิดกันหนักเลยทีเดียวเชียว
.
.. ก็เลยไม่ใช่เรื่องชิลๆ
.
หลังเข้ายุคอุตสาหกรรมใหม่(ตั้งชื่อเอาเอง)มาได้สักพักซึ่งก็คือยุคนี้ หลายๆคนชักรู้สึกว่ามันเริ่มไกลจากคำว่างานโดจินฯเข้าไปทุกที เพราะมันกลายๆจะเป็นงานสินค้าการ์ตูนไปซะยังงั้น
สังเกตตรงนี้ให้ดี ว่าหลังๆจะมีความเสี่ยงเรื่องการพิพาทค่อนข้างสูง เพราะมันมีเงินๆทองๆ และเรื่องสิทธิต่างๆในตัวสินค้ากันบ่อยขึ้นเป็นเงาตามตัว
ส่วนความถี่และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอันนี้ไอ้กระผมเองก็เดาไม่ได้
.
ไปๆมาๆ ก็ชักจะเห็นว่างานโดจินฯจะเรียกว่างานโดจินฯไม่ได้ แต่ต้องเรียกรวมๆว่างานการ์ตูน
แต่ไอ้ครั้นที่จะจัดสิ่งที่เรียกว่า [งานโดจินฯ] แท้ๆขึ้นมาเพื่อแยกตัวออกมาต่างหาก ก็คงสู้งานใหญ่ไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะว่าเซอร์เคิลต่างๆมีเวลาจำกัด รวมถึงกระเป๋าคนอ่านด้วย ที่สุดท้ายแล้ว จัดงานถี่ไป คนก็ยิ่งลดลง
.
แล้วยิ่งปัจจุบัน [คอนเทนท์และเซอร์เคิล] น้อยลง เพราะเหตุผลต่างๆนาๆ
- มือใหม่ไม่ลงสนาม นึกถึงเทิร์นโปรที่วาดงานพอได้ งานไม่สวย ไม่ช่ำชองวงการ ลงไปก็
รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสบายๆ รู้สึกว่าทำอะไรทีก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต (นี่เป็นเหตุผลเรื่องสภาพ
แวดล้อม) ในเมื่อมีแต่พวกรุ่นใหญ่ๆไปขายกัน แถมแต่ละคนพิมพ์ฟาสท์บุ๊คอย่างหรู ตูจะไป
นั่งหน้าปุเลี่ยนๆ ขายไม่ออกสักเล่มแล้วหิ้วกลับบ้านทำไม นั่งอยู่บ้านวาด cf ดีกว่า (เดี๋ยว
เอนทรี่หน้าจะพูดถึง cf.. แล้วเจอกัน) แต่ก็มีอยู่บ้างที่ฝีมือไม่เวิร์ค ถ่ายเอกสารเย็บแม็กตามมีตามเกิด แต่ก็กล้าไปนั่งขายท้าทายพายุฝนเหมือนกัน
- ราคาสูง คนซื้อได้น้อยเล่มลง ยกตัวอย่างเล่นๆ ผมพกเงินไปนอกจากค่าข้าวและค่ารถแล้ว
เหลือเงินซื้อโดจินฯได้ประมาณสองร้อย (แบบว่าจนอ่ะ) ผมเดินไปเจอโดฯเล่มละร้อยยี่สิบสองเล่ม อืม.. อยากซื้ออ่ะ แต่ว่าซื้อได้เล่มเดียว เพราะงั้นอีกเล่มนึงก็ไม่เอา แต่ถ้าโดจินฯที่ผมเล็งไว้เล่มละหกสิบบาท ซื้อสามเล่มร้อยแปดสิบ เหลือตังค์ซื้อกล้วยแขกกลับบ้านหนึ่งถุง อืม อิ่มหนำ อย่างนี้ค่อยน่าไปหน่อย
- คนไม่ไป… (อันนี้จะลักลั่นกับข้างบน) บูธน้อยเพราะคนไม่ไป คนไม่ไปเพราะบูธน้อย อืม ชักมึน
- งานมีค่อนข้างถี่ ทั้งเซอร์เคิลและคนเดินก็พร้อมใจกันบอกว่าไม่พร้อม
ไอ้คนเดินน่ะยังไม่เท่าไหร่ เพราะบางทีก็แค่ไปดูคอสเพลย์ ไปเจอเพื่อน ไปดักรอโจทก์
แต่เซอร์เคิลน่ะสิวาดไม่ทันแน่ๆ ถ้าฮึดหน่อยก็เผาตามมีตามเกิด แต่ถ้าไม่ไหวก็ไม่ไป เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้วยังมีแนวโน้มว่าต้องหิ้วกองโดจินฯที่ขายไม่ออกกลับบ้านให้เจ็บใจเล่น พอจ่ายค่าแท็กซี่เสร็จแล้วก็แหวกกระเป๋าตังค์ดูพบว่า วันนี้ตูขาดทุนไปหลายร้อยนี่หว่า เอวัง..
.
จริงๆแล้วคนที่อยู่ในวงการเค้าก็คงแก้ปัญหานี้กันอยู่กันน่าดูแล้วแหละ แต่ถ้าจะถามใจผม ผมก็คงจะตอบว่า
- เริ่มที่นโยบายของคนจัดงาน โดยเฉพาะเจ้าของงานใหญ่ๆ ถ้ามีอะไรชัดๆเป็นกติกาแล้ว
การเกลี่ยๆให้มันเข้ารูปเข้ารอยก็ง่าย (อย่างเช่นวางกรอบว่าควรจะมีสินค้าอย่างอื่นได้กี่% หนังสือกี่% กำหนดอัตราส่วนว่าอะไรควรมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่างานอะไรถ้าปล่อยปละละเลยในเรื่องคอนเซปต์ ผ่านไปสักพักมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ )
แต่ว่าจริงๆแล้วก็คุมกันไม่ได้ซะทีเดียวหรอก เผลอๆคนตรวจบูธทำอะไรไม่ได้ ไอ้ครั้นจะไปบังคับอะไรมันก็ชักจะดูไม่ใช่งานเสรี แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำจริงๆนะ งานจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน
- เซอร์เคิลคุยกันเอง …เรื่องนี้ยาก แถมท่าทางอาจจะมีมวยหลายคู่ ไอ้ครั้นจะไปตั้งสมาพันธ์อะไรขึ้นมาเคลื่อนไหวก็จะดูเวอร์ไปซะฉิบ แต่การที่มีคนสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดีกว่าไม่มีล่ะ
(ผมไม่พูดเรื่องคอสเพลย์ สินค้าที่ไม่ใช่โดจินหรือแฮนด์เมด รวมทั้งปัญหาการก๊อปปี้ เพราะคงต้องแยกประเด็นออกไป ตรงนี้มีคนอื่นคุยกันไว้เยอะแล้ว ผมสโคปไปที่แค่ความรู้สึกเกี่ยวกับส่วนที่เป็นหนังสือโดจินชิเท่านั้น เพราะว่างานที่ญี่ปุ่น เรื่องหนังสือเป็นเรื่องหลัก ผมเองก็อยากเห็นแบบนั้น)
ส่วนตัวกระผมเองก็รอดูต่อว่างานการ์ตูนยุคต่อไปมันจะเป็นยังไง